Tuesday, October 22, 2013

ภาคผนวก 4 หลักเกณฑ์และวิธีการเทียบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น

ภาคผนวก 4
หลักเกณฑ์และวิธีการเทียบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น

๑. ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นของประเทศที่ใช้หลักข้อตกลงต่างตอบแทนเกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่นกับประเทศไทย ซึ่งมีความประสงค์จะเทียบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นของประเทศไทย ต้องมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
๑.๑ สัญชาติไทย
๑.๒ เชื้อชาติไทย
๑.๓ สัญชาติของประเทศที่มีข้อตกลงต่างตอบแทนเกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่นกับประเทศไทย

๒. ผู้ที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๑ จะต้องแนบเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณา ดังนี้
๒.๑ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรแสดงตนที่ทางราชการออกให้ และสำเนาทะเบียนบ้าน (กรณีมีคุณสมบัติตามข้อ ๑.๑)
๒.๒ สำเนาหนังสือเดินทางระหว่างประเทศ และหลักฐานหรือรายละเอียดของสถานที่พักอาศัยในขณะที่อยู่ประเทศไทย (กรณีมีคุณสมบัติตามข้อ ๑.๒ หรือ ๑.๓)
๒.๓ สำเนาประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น
๒.๔ สำเนาใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่น
๒.๕ หนังสือรับรองจากสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

๓. ให้ยื่นหนังสือคำขอเทียบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น ณ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เลขที่ ๘๗ ถนนพหลโยธิน ซอย ๘ (สายลม) แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ ด้วยตนเองหรือไปรษณีย์ตอบรับ พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานตามข้อ ๒

๔. เมื่อได้รับหนังสือขอเทียบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น ตามข้อ ๓ แล้ว สำนักงานจะดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ และความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณา หากไม่ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่เพียงพอ สำนักงานจะแจ้งให้แก้ไขเพิ่มเติมจนกว่าเอกสารหลักฐานถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้ยื่นคำขอจะต้องจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ภายในระยะเวลาสามสิบวันทำการ ภายหลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงาน หากเกินระยะเวลาที่กำหนด สำนักงานจะยกเลิกการพิจารณาคำขอดังกล่าว

๕. คณะกรรมการมอบหมายให้สำนักงานเป็นผู้พิจารณาเทียบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น   และพิจารณาออกใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นตามประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพนักงานวิทยุคมนาคม    ที่กำหนดไว้

ความเห็น

สำหรับภาคผนวกนี้ก็เป็นอันว่าได้ขอสรุปที่ชัดเจนแล้วว่าผู้ที่มีสัญชาติไทย และ เชื้อชาติไทย สามารถนำประกาศนียบัตรจากประเทศที่มีข้อตกลงต่างตอบแทนมาเทียบเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นของไทยได้ หลังจากเรียกร้องต่อสู้กันมาพักใหญ่ สำหรับข้อนี้ต้องเครดิตให้คณะอนุกรรมการฯ โดย HS1ASC ที่ผลักดันจนสามารถทำให้คณะอนุกรรมการฯ เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของการเทียบใบประกาศนียบัตร

และจากรายละเอียดทั้งหมดของภาคผนวกนี้ก็คิดว่าสมบูรณ์แล้ว แต่จะขอเพิ่มเอกสารประกอบการพิจารณาอีก 1 รายการคือ 

๒.๕ หนังสือรับรองจากสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

ที่ผ่านมาเวลาชาวต่างประเทศมายื่นเทียบนั้นจะต้องใช้หนังสือรับรองจากสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย ดังนั้นการยื่นเทียบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างประเทศ สมาคมฯ ควรจะต้องมีข้อมูล เพื่อการกำกับดูแลกันเอง

หนังสือรับรองจากสมาคมฯ รับรองอะไร
เป็นหนังสือรับรองว่าท่านได้รับประกาศนียบัตรหรือใบอนุญาตจากประเทศที่ใช้หลักข้อตกลงต่างตอบแทนเกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่นกับประเทศไทย ซึ่งเป็นการช่วย สำนักงาน ตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปยื่น

ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมฯ หรือไม่ เพื่อขอหนังสือรับรอง
สมาคมฯ ต้องไม่บังคับให้เป็นสมาชิก การออกหนังสือรับรองสามารถออกให้กับนักวิทยุสมัครเล่นที่มีความประสงค์จะยื่นขอเทียบประกาศนียบัตรทุกคน ทั้งนี้ผู้ที่ขอหนังสือรับรองสามารถพิจารณาสมัครสมาชิกกับสมาคมฯ ได้ ด้วยความสมัครใจหากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสมาคมหรือผู้ขอหนังสือรับรอง

Monday, October 21, 2013

ภาคผนวก 2 วิธีการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น

ภาคผนวก 2 
วิธีการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น

ในภาคผนวกนี้มีสิ่งที่ต้องปรับแก้อยู่หลายจุด ขอยกมาเฉพาะส่วนที่เห็นว่าควรต้องมีการปรับแก้

๔. ผู้เข้ารับการสอบต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
๔.๑ มีสัญชาติไทย หรือมีเชื้อชาติไทย
๔.๒ เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (กรณีการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง)
๔.๓เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (กรณีการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นสูง)

สำนักงาน ควรจะต้องส่งเสริมให้พนักงานวิทยุสมัครเล่น ยกระดับความรู้และความสามารถ ให้เร็วที่สุด ไม่ควรใช้เงื่อนไขเวลามาเป็นเครื่องมือในการขัดขวางการพัฒนาของคน ซึ่งขัดกับหลักการส่งเสริมของ สำนักงาน ประเทศต้องการบุคลากรที่มีความรู้ มีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย แต่การกำหนดเช่นนี้ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนาคนไปถึง 3 ปี เห็นสมควรอย่างยิ่งให้ตัดออก เพราะไม่เป็นการส่งเสริม แต่เป็นการบั่นทอนความตั้งใจของผู้ที่จะเข้ามาเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

๙.๓ วิธีการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง
ภาคทฤษฎี 
จำนวน ๑๐๐ ๗๕ ข้อ ข้อละ ๑ คะแนน เวลาสอบหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที โดยแบ่งออกเป็น ๕ ๔ วิชา ดังนี้

วิชาที่
หัวข้อวิชา
จำนวน (ข้อ)
๑
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิทยุสมัครเล่น
๒๕ ๑๕
๒
การติดต่อสื่อสารของนักวิทยุสมัครเล่น
๒๐
๓
ทฤษฎีต่างๆ สำหรับนักวิทยุสมัครเล่น
๒๐
๔
หลักปฏิบัติของนักวิทยุสมัครเล่น
๒๐
๕
ความรู้เกี่ยวกับรหัสมอร์ส
๑๕

ปรับจำนวนข้อในการทดสอบลงเหลือเพียง 75 ข้อ จากเดิม 100 ข้อ และเพิ่มเวลาสอบเป็นหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที การทำข้อสอบจำนวนมากในเวลาอันสั้น 100 ข้อ ต่อ 1 ชั่วโมง แต่ละข้อจะมีเวลาในการทำเพียง 36 วินาที ซึ่งนับว่าน้อยมาก ควรมีเวลาให้อย่างน้อยข้อละ 1 นาที ในการทำข้อสอบ
และตัดวิชาความรู้เกี่ยวกับรหัสมอร์สออกไป เพราะเป็นการสอบทักษะ ไม่ควรนำมาสอบในภาคทฤษฎี และปรับจำนวนข้อของวิชาที่ 1 ลง จาก 25 ข้อเหลือ 15 ข้อ เนื่องจากในวิชานี้ได้ผ่านมาแล้วในการสอบเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น

ภาคปฏิบัติ 
(๑) สอบรับด้วยหูรหัสมอร์สเป็นภาษาอังกฤษ จำนวนคำที่ใช้ในการทดสอบ ๔๐ กลุ่มคำ กลุ่มคำละ ๐.๕ คะแนน ระยะเวลาในการทดสอบห้านาที จำนวนครั้งสูงสุดที่ผิดได้ ๕ คำ
(๒) สอบรับด้วยหูรหัสมอร์สเป็นตัวเลข จำนวนคำที่ใช้ในการทดสอบ ๑๒ ๑๐ กลุ่มคำ กลุ่มคำละ ๐.๕ คะแนน ระยะเวลาในการทดสอบหนึ่งนาทีครึ่ง จำนวนครั้งสูงสุดที่ผิดได้ ๓ กลุ่มคำ
(๓) ระยะเวลาในการทดสอบต้องไม่น้อยกว่าการส่งกลุ่มคำมาตรฐาน คำว่า “PARIS” ด้วยความเร็ว 8 คำต่อนาที รวมกับกลุ่มคำเตรียมพร้อม “VVV” ระยะเวลาในการทดสอบรหัสมอร์สภาษาอังกฤษไม่น้อยกว่าห้านาทีสามสิบวินาที และรหัสมอร์สตัวเลขไม่น้อยกว่าหนึ่งนาทีสามสิบวินาที

ภาคปฏิบัติ รับรหัสมอร์สนั้น ขอให้ปรับเป็นการให้คะแนนต่อกลุ่มคำ ทั้งตัวหนังสือภาษาอังกฤษ และตัวเลข กลุ่มคำละ 0.5 คะแนน และกำหนดระยะเวลาในการทดสอบต้องไม่น้อยกว่าความเร็วของการส่งกลุ่มคำมาตรฐาน "PARIS" ด้วยความเร็ว 8 คำต่อนาที รวมกับการส่ง "VVV" ตอนต้น และ "AR" ตอนท้ายด้วย ซึ่งจะได้ระยะเวลาประมาณ 5 นาที 30 วินาที สำหรับตัวหนังสือภาษาอังกฤษ และตัวเลข 1 นาที 30 วินาที เป็นเวลาขั้นต่ำ ซึ่งการสอบจริงจะใช้เวลาเกินกว่านี้ เพราะมีการผสมคำที่ต่างออกไป

๙.๔ วิธีการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นสูง
ภาคทฤษฎี จำนวน ๑๐๐ ข้อ ข้อละ ๑ คะแนน เวลาสอบสองชั่วโมง โดยแบ่งออกเป็น ๔ วิชา

เพิ่มเวลาในการสอบให้มากขึ้น

๙.๖ เกณฑ์การสอบ

๙.๖.๑ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์การสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น ต้องได้คะแนนภาคทฤษฎี ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ๗๐

๙.๖.๒ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์การสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง
(๑) ต้องได้คะแนนภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ๗๕ และ
(๒) สอบผ่านภาคปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๙.๓

๙.๖.๓ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์การสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นสูง ต้องได้คะแนนภาคทฤษฎี ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕

สำหรับการสอบเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นที่ผ่านมากในอดีตให้คำแนนผ่านที่ 60 คะแนน ซึ่งต่ำเกินไป ถ้าเทียบเกรดในการเรียนทั่วไป ก็จะได้ระดับ C หรือเกรด 2 แต่ถ้าเราต้องการยกระดับผู้ที่จะเข้ามาสู่กิจการวิทยุสมัครเล่นควรเพิ่มขึ้นให้สูงกว่าระดับเดิม จึงขอเสนอให้กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีความตั้งใจจะเข้ามาเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นต้องอ่านหนังสือ ทำความเข้าใจ และศึกษาอย่างจริงจังเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ผู้ที่เข้ามาในกิจการวิทยุสมัครเล่นมีความรู้มีความเข้าใจมากกว่าเดิม ถึงจะสามารถสอบผ่านตามเกณฑ์ได้

การสอบเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง เดิมต้องผ่านการสอบทั้ง 3 ภาค ได้แก่ ภาคทฤษฏี ภาครับรหัสมอร์ส ภาคส่งรหัสมอร์ส ด้วย ITU เองยกเลิกข้อบังคับเรื่องการสอบรหัสมอร์สสำหรับผู้ที่จะใช้งานความถี่ต่ำกว่า 30 MHz ไปหลายปีแล้ว ซึ่งเกือบทุกประเทศได้ยกเลิกการสอบไปแล้ว เหลือประเทศไทยที่ยังคงไว้ซึ่งการสอบรหัสมอร์สอยู่

ได้มีการระดมความคิดเห็น และลงความเห็นจากทั้งสองฝั่งผู้ที่ต้องการให้ยกเลิก และผู้ที่ต้องการให้คงไว้ ของประเทศไทยแล้ว ได้ข้อสรุปเป็นแนวทางกลางๆ คือให้มีการสอบรหัสมอร์สไว้ โดยเปลี่ยนเกณฑ์การสอบผ่านใหม่ดังที่ได้นำเสนอไปเมื่อครั้งรับฟังความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ

ซึ่งขอยืนยันแนวทางเดิม โดยให้คิดคะแนนรวม 2 ภาค เป็นเกณฑ์การสอบผ่าน โดยคะแนนรวม 100 คะแนน ภาคทฤษฎีคิดเป็น 75 คะแนน และภาคปฏิบัติรับรหัสมอร์ส คิดเป็น 25 คะแนน และต้องทำได้ 75 คะแนน จึงจะผ่านการสอบเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางได้

Friday, October 18, 2013

แนวทางการกำหนดสัญญาณเรียกขาน

ตามที่ร่างประกาศได้กำหนดไว้ว่าพนักงานวิทยุสมัครเล่นที่ใบอนุญาตขาดต่ออายุเกิน 2 ปีไปแล้วนั้น สัญญาณเรียกขานที่ถูกกำหนดให้ไว้จะถูดนำกลับไปกำหนดให้พนักงานวิทยุสมัครเล่นคนอื่นได้นั้น สาเหตุเกิดจากมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจำนวนมากที่ไม่ต่อใบอนุญาตหลังจากใบอนุญาตหมดอายุลง ทำให้สัญญาณเรียกขานของประเทศไทยที่มีเพียง 2 หมวด คือ HS และ E2 ใกล้จะหมดลงในไม่นานนี้ และการที่จะไปขอสัญญาณเรียกขาน (Prefix) ใหม่จาก ITU นั้นก็ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน เพราะ ITU เองก็พบปัญหาเช่นเดียวกันคือไม่มี Prefix ที่จะกำหนดให้

ดังนั้นมีวิธีการเดียวที่จะทำได้คือการบริหารจัดการการกำหนดสัญญาณเรียกขานอย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งหนึ่งที่ควรต้องทำ และทุกๆ ประเทศก็ดำเนินการเช่นเดียวกันคือนำสัญญาณเรียกขานกลับมาใช้ใหม่ เมื่อไม่มีความประสงค์จะใช้งานต่อไปแล้วจากผู้ที่ได้รับอนุญาต โดยดูจากการที่ไ่ม่ต่อใบอนุญาตภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งนานพอสมควร

และด้วยที่ ITU เองก็ไม่มี Prefix ที่จะกำหนดให้กับประเทศที่ขอไปช่วงหลังๆ ดังนั้นจึงมีการปรับแก้ข้อกำหนดวิทยุที่เรียกว่า Radio Regulations ในหมวดที่ว่าด้วยสัญญาณเรียกขาน (Call sign) ไว้ใหม่ดังนี้

ARTICLE 19
Identification of Stations

19.67 Amateur and experimental stations

19.68 1)

– one character (provided that it is the letter B, F, G, I, K, M, N, R or W) and a single digit (other than 0 or 1), followed by a group of not more than four characters, the last of which shall be a letter, or
– two characters and a single digit (other than 0 or 1), followed by a group of not more than four characters, the last of which shall be a letter. (WRC-03)

19.68A 1A) On special occasions, for temporary use, administrations may authorize use of call signs with more than the four characters referred to in No. 19.68. (WRC-03
19.69 2) However, the prohibition of the use of the digits 0 and 1 does not apply to amateur stations.


19.67 กิจการสมัครเล่นและสถานีทดสอบทดลอง
19.68 1)
- ตัวหนังสือหนึ่งตัว (ได้แก่ B, F, G, I, K, M, N, R หรือ W) และตัวเลขหนึ่งตัว (ที่ไม่ใช่ 0 หรือ 1) ตามด้วยกลุ่มตัวอักษรไม่เกินสี่ตัว ซึ่งตัวสุดท้ายต้องเป็นตัวหนังสือ หรือ
- ตัวหนังสือสองตัว และตัวเลขหนึ่งตัว (ที่ไม่ใช่ 0 หรือ 1) ตามด้วยกลุ่มตัวอักษรไม่เกินสี่ตัว ซึ่งตัวสุดท้ายต้องเป็นตัวหนังสือ
19.68A 1A) ในบางกรณีพิเศษ การใช้งานชั่วคราว หน่วยงานกำกับดูแลอาจกำหนดให้มีตัวอักษรมากกว่าสี่ตัวได้
19.62 2) อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามสำหรับการใช้ตัวเลข 0 และ 1 นั้นไม่นำมาใช้กับสถานีวิทยุสมัครเล่น

สรุปได้ว่าสัญญาณเรียกขานสามารถกำหนดให้มีตัวหนังสือ Suffix ได้ไม่เกิน 4 ตัว ซึ่งจากเดิมกำหนดให้ไม่เกิน 3 ตัว และสามารถใช้งานเลข 0 และ 1 ได้สำหรับสถานีวิทยุสมัครเล่น

สำหรับประเทศไทยนั้นสามารถกำหนดให้สัญญาณเรียกขานได้ดังนี้ HS$aaaa - HS$zzzz และ E2$aaaa - E2$zzzz ($ หมายถึงเลข 0 - 9)

ดังนั้นเพื่อการบริหารจัดการที่ดี จึงเห็นควรเสนอแนวคิดการกำหนดสัญญาณเรียกขานสำหรับประเทศไทยใหม่ดังนี้

ประเทภสถานีวิทยุสมัครเล่น สัญญาณเรียกขาน
สถานีวิทยุสมัครเล่นประเภทบุคคล
พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น HS$Naaa - HS$Nzzz และ E2$Naaa - E20Nzzz
พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง HS$aaa - HS$zzz และ E2$aaa - E2$zzz (ยกเว้น HS0Zaa - HS0Zzz)
พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นสูง HS$Ba - HS$zz และ E2$Ba - E2$zz
พนักงานวิทยุสมัครเล่นภายใต้ Reciprocal Agreement HS0Zaa - HS0Zzz และ HS/homecall
พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นสูง HS$Ba - HS$zz และ E2$Ba - E2$zz
สถานีวิทยุสมัครเล่นประเภทพิเศษ
สถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย HS$Aa - HS$Az ($ = 1-9 ยกเว้น 0)
สถานี Clubstation ขั้นต้น E2$Aa - E2$Az ($ = 1-9 ยกเว้น 0)
สถานี Clubstation ขั้นกลางและขั้นสูง HS0Aa - HS0Az และ E20Aa - E20Az
สถานีทวนสัญญาณ HS$RRaa - HS$RRzz
สถานีเชื่อมต่อโครงข่ายสาธารณะ (Internet Voice Gateway) HS$RLaa - HS$RLzz
สถานี Beacon HS$RBaa - HS$RBzz

ดูแรกๆ อาจสับสน หรืองง เนื่องจากเป็นของใหม่ที่ไม่คุ้นเคย แต่การกำหนดสัญญาณเรียกขานอย่างเป็นระบบเช่นนี้มีการใช้งานอยู่ในหลายๆ ประเทศ แม้กระทั้งประเทศที่มีสัญญาณเรียกขาน (Prefix) ให้ใช้มากมาย เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เยอรมัน อังกฤษ เป็นต้น

ข้อดีที่เห็นได้ชัดของระบบนี้คือสามารถแยกแยะได้ชัดเจนว่าใครเป็นใคร เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นระดับไหน สถานีประเภทใด ซึ่งจะสอดคล้องกับการส่งเสริมให้มีการกำกับดูแลกันเองของนักวิทยุสมัครเล่น คนที่ฟังอยู่จะทราบได้ทันทีว่านักวิทยุสมัครเล่นคนนี้มีสิทธิที่จะใช้งานความถี่อะไรได้บ้าง

หลายคนอาจจะคิดว่าจะทำได้อย่างไร ในเมื่อสัญญาณเรียกขานจำนวนมากได้ถูกกำหนดออกไปจนหมดแล้ว จะทำกันอย่างไรให้เป็นระบบแบบนี้

เริ่มจากคนใหม่ที่สอบเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น ให้กำหนดสัญญาณเรียกขานในกลุ่มใหม่ได้ทันที เพราะเป็นการกำหนดสัญญาณเรียกขานแบบ 4 ตัวอักษร สำหรับการที่ผู้ที่มีใบอนุญาตเดิมที่ใช้สัญญาณเรียกขาน 2 และ 3 ตัว ไม่ต่ออายุใบอนุญาต สัญญาณเรียกขานจะว่างลง สามารถนำมากำหนด ให้กับพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางและขั้นสูงต่อไปได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

1. จากพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น ไปสู่ขั้นที่สูงกว่า จะต้องกำหนดสัญญาณเรียกขานใหม่ทุกกรณี (จาก 4 ตัวเป็น 3 ตัว)
2. จากพนักงานวิทยุสมััครเล่นขั้นกลาง ไปสู่ขั้นที่สูงกว่า กำหนดให้เป็นทางเลือกว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ก็ได้ แต่มีโอกาศจะเลือกใช้สัญญาณเรียกขาน 2 ตัวเพิ่มได้

แน่นอนว่าในวันที่เริ่มใช้ ทุกคนยังคงใช้สัญญาณเรียกขานเดิมอยู่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด และเมื่อเวลาผ่านไประยะยาวจะเข้าสู่ระบบได้เอง ดังเช่นระบบทะเบียนรถยนต์ที่มีการเปลี่ยนระบบมาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งทะเบียนรถเดิมก็วิ่งได้ไปจนกว่าอายุของรถ หรือไม่ต่อใบอนุญาตแล้ว ส่วนรถใหม่ก็จะกำหนดตามหมวดใหม่ นั่นเอง

จากการที่เราเปลี่ยนมาใช้สัญญาณเรียกขาน 4 ตัวนี้จะทำให้เรามีสัญญาณเรียกขานใช้ไปได้อีกนานนับสิบปี

การกำหนดสัญญาณเรียกขานของประเทศออสเตรเลีย
การกำหนดสัญญาณเรียกขานของประเทศอังกฤษ
การกำหนดสัญญาณเรียกขานของประเทศสหรัฐอเมริกา

คำถามและคำตอบ (FAQ)
คำถาม 1
เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น ได้รับการกำหนดสัญญาณเรียกขาน 3 ตัว หรือ 2 ตัวอยู่ จะต้องเปลี่ยนมาใช้สัญญาณเรียกขาน 4 ตัวหรือไม่

คำตอบ 1
ไม่ต้องเปลี่ยน ถ้าได้รับการกำหนดสัญญาณเรียกขานไว้ก่อนหน้าแล้ว ให้ใช้สัญญาณเรียกขานนั้นต่อไปได้

คำถาม 2
ถ้าเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นอยู่แล้ว มีสัญญาณเรียกขาน 3 ตัวหรือ 2 ตัว แล้วต้องการเปลี่ยนมาใช้สัญญาณเรียกขาน 4 ตัว ทำได้หรือไม่

คำตอบ 2
สามารถทำได้ หากมีความประสงค์จะเปลี่ยนสัญญาณเรียกขานเป็น 4 ตัว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาใช้สัญญาณเรียกขาน 3 ตัว และ 2 ตัวได้อีก ยกเว้นสอบเลื่อนระดับเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางหรือขั้นสูง

คำถาม 3
พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นกำหนดให้ใช้สัญญาณเรียกขาน HS$Naaa - HS$Nzzz ทำไมต้องใช้ตัว N

คำตอบ 3
สำหรับตัว N นั้นมาจากคำว่า Novice หมายถึงขั้นต้น เพื่อเป็นการระบุที่ชัดเจนว่าเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น

คำถาม 4
การใช้สัญญาณเรียกขาน 4 ตัวนั้นจะสามารถกำหนดเป็นสัญญาณเรียกขานได้จำนวนเท่าใด

คำตอบ 4
ประเทศไทยมี 2 Prefix คือ HS และ E2 ใช้ตัวเลขทั้งหมด 10 หลัก คือ 0-9 และตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ใช้ทั้งหมด 26 ตัวอักษร ดังนั้นผสมกันแล้วจะได้ดังนี้

2 x 10 x 26 x 26 x 26 x 26 ซึ่งจะเท่ากับ 9,139,520 สัญญาณเรียกขาน